กุหลาบ

กุหลาบเป็นไม้ดอกที่ได้รับความนิยมและรู้จักกันทั่วโลกมานานกว่า 5,000 ปี โดยเฉพาะในยุโรปนั้น เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 พระนางโจเซฟินแห่งฝร่งเศษทรงได้รวบรวมพันธุ์กุหลาบจากทั่วโลกไว้ในสวน กุหลาบที่มาลเมซองถึง 250 พันธุ์ ด้วยเหตุนี้ทำให้เกิดกุหลาบพันธุ์ใหม่ๆ ที่ได้จากการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ ระหว่างกุหลาบพันธุ์ต่างๆ จากยุโรป จีน และอินเดีย หลังจากนั้นจึงได้มีการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์กุหลาบต่างๆ ขึ้นมากมาย

สำหรับในประเทศไทยก็มีกุหลาบปลูกกันมานาน แต่ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่ากุหลาบเข้ามาสู่ไทยตั้งแต่เมื่อ ใด ทราบเพียงแต่ว่าในสมัยอยุธยานั้นก็มีการปลูกกุหลาบแล้ว แม้จะไม่มากชนิดนักจนกระทั่งในสมัยของพระ บาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การปลูกกุหลาบจึงแพร่หลายมากขึ้น ปรากฏชื่อพันธุ์ที่นิยมปลูกหลายชนิด เช่น พันธุ์จุฬาลงกรณ์ เหลืองเรณู เหลืองเชียงใหม่ เป็นต้น

นอกจากจะปลูกกุหลาบเพื่อประดับตกแต่งสวนและตัดดอกเป็นการค้าแล้ว ส่วนอื่นๆ ของกุหลาบยังนำ มาใช้ประโยชน์ได้ ผลของกุหลาบบางชนิด เช่น Rosa canina ซึ่งมีวิตามินซีสูงนำมาทำแยมหรือเยลลี่ กลีบดอก ใช้ทำน้ำหอมหรือน้ำมันหอมระเหย แต่งกลิ่นอาหารและเครื่องสำอาง หรือนำมาผสมในบุหงา และยังใช้เป็น สมุนไพรได้ เช่น ดอกแห้งของกุหลาบ Damask (หรือกุหลาบมอญ) ใช้เข้ายาหอมบำรุงหัวใจ เป็นต้น

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

กุหลาบอยู่ในสกุล Rosa วงศ์ Rosaceae มีอยู่ประมาณ 125 ชนิด มีถิ่นกำเนิดในเอเชียประมาณ 95 ชนิด ในอเมริกา 18 ชนิด ส่วนที่เหลือมีถิ่นกำเนิดในยุโรปหรือตะวันตกเฉียงเหนือของแอฟริกา ส่วนใหญ่มีการ กระจายพันธุ์อยู่มากทางซีกโลกเหนือ ตั้งแต่อลาสก้า ไซบีเรีย เม็กซิโก อินเดียตอนใต้ และเอธิโอเปีย กุหลาบเป็น ไม้พุ่มขนาดเล็ก แต่บางชนิดมีขนาดใหญ่หรือเป็นไม้เลื้อย เป็นไม้ผลัดใบ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบ ย่อย 5-9 ใบ ออกสลับกัน ดอกเป็นดอกเดี่ยวหรือดอกช่อ กลีบดอกแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ กลีบดอกชั้นเดียว กึ่งซ้อน และกลีบดอกซ้อน ส่วนใหญ่ดอกชั้นเดียวจะมี 5 กลีบ ยกเว้นบางชนิดที่มีเพียง 4 กลีบ คือ Rosa sericea และ Rosa omeiensis ส่วนกลีบดอกกึ่งซ้อนมี 6-20 กลีบ กลีบดอกซ้อนมีตั้งแต่ 20 กลีบไปจนถึง 50-60 กลีบ กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ สีเขียวหรือสีเขียวอมแดงเรื่อ เกสรเพศผู้มีจำนวนมาก อับเรณูสีเหลือง ล้อมรอบเกสรเพศเมียซึ่งรวมเป็น กระจุกอยู่กลางดอก และจะอยู่ระดับต่ำกว่าเกสรเพศผู้ ผลกุหลาบ(hip) เป็นผลกลุ่ม ผลแก่แห้ง เมล็ดอ่อน (achene) เมื่อเริ่มติดผลส่วนที่เป็นรัวไข่จะพองโตขึ้นโดยมีฐานรองดอกหุ้มไว้ ภายในประกอบด้วยผลย่อย จำนวนสองถึงหลาบสิบผล ผลมีรูปร่างต่างๆ กันตามชนิด เช่น กลม กลมแป้น ยาวรี มีเนื้อนุ่มและมีหลายสี เช่น สีส้มสีแดง สีเหลืองหรือสีน้ำตาล

ประเภทของกุหลาบ

การแบ่งกลุ่มกุหลาบสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กุหลาบยุคเก่า (Old Rosa) และ กุหลาบยุคใหม่ (Modern Rosa) นอจากนี้ยังแบ่งประเภทย่อยๆ อีกหลายลักณะ สำหรับประเภทที่พบปลูกในประเทศไทยได้แก่

  • Hybrid Tea ทรงต้นมรขนาดใหญ่ ดอกเป็นดอกเดี่ยวมีขนาดใหญ่ รูปทรงสวยงาม กลีบดอกซ้อน ก้าน ดอกใหญ่และแข็งแรง มีหลายพันธุ์นิยมปลูกเป็นไม้ดอก

  • Floribunda เป็นลูกผสมระหว่าง Hybrid Tea กับกุหลาบประเภท Polyantha ซึ่งมีดอกขนาดเล็กและต้น เตี้ย จึงมีทรงต้นและขนาดดอกเล็กกว่า Hybrid Tea และไม่มีมากพันธุ์นัก

  • Grandiliora พัฒนามาจาก Floribunda แต่มีช่อดอกใหญ่กว่า ก้านช่อดอกยาวปานกลาง ส่วนรูปทรงคล้าย Hybrid Tea

  • Miniature เป็นลูกผสมระหว่าง Floribunda กับกุหลาบประเภท Polyantha และกุหลาบป่าบางชนิด ทรง พุ่มและดอกมีขนาดเล็ก ดอกดก

  • Climber มีลำต้นเลื้อย บางพันธุ์เกิดจากการกลายพันธุ์ของทั้งสี่ประเภทข้างต้น

  • Hybird Musk หรือลูกผสมมัสค์ เป็นกุหลาบในยุคเก่า ต้นเป็นทรงพุ่มสูง ออกดอกเป้นช่อใหญ่ ดอกซ้อน ขนาดเล็ก

  • Polyantha เป็นลูกผสมระหว่างกุหลาบชนิดดอกช่อและต้นเตี้ย แข็งแรง มีดอกตลอดปี ออกดอกเป็นช่อ ดอกช้อนขนาดเล็ก

  • การปลูกเลี้ยง

    ในการปลูกกุหลาบไม่ว่าจะปลูกลงแปลงดินหรือปลูกในกระถาง ควรใหเป็นที่โล่งแจ้ง ได้รับแสงแดด เต็มที่ตลอดวัน หรือไม่ต่ำกว่าวันละ 6 ชั่วโมง และไม่รับลมแรงจนเกินไป ดินที่ใช้ปลูกควรเป็นดินร่วนปนทราย มีอินทรียวัตถุประมาณ 25-35 เปอร์เซ็นต์ มีการระบายน้ำและอากาศดี ความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ประมาณ 6-7 กุหลาบต้องการน้ำอย่างเพียงพอ แต่ไม่ขังแฉะ การให้น้ำมากหรือน้อนขึ้นอยู่กับฤดูกาลและสภาพดินปลูก การ ให้ปุ๋ยทำได้โดยผสมคลุกเคล้ากับดินเมื่อเริ่มปลูก นิยมใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ อาจผสมกระดูกป่นเพื่อช่วยส่งเสริมการออกราก เมื่อปลูกกุหลาบไปได้ระยะหนึ่งควรให้ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์สูตรเสมอ เช่น 15 : 15 : 15 หรือจะใช้ปุ๋ยเล็ดละลายน้ำพ่นทางใบด้วยก็ได้ เช่น ปุ๋ยเกล็ดสูตร 20 :20 :20 เพื่อให้ต้นกุหลาบได้รับธาตุอาหารครบถ้วน ในการย้ายปลูกไม่ควรทำในช่วงฤดูร้อน เพราะจะ ทำให้ต้นกุหลาบชะงักการเจริญเติบโต

    การดูแลรักษา

    เมื่อกุหลาบแตกกิ่งก้านและออกดอกแล้วควรตัดแต่งกิ่งเพื่อช่วยให้พุ่มต้นโปร่งและเกิดกิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา แทน กิ่งที่ควรตัดได้แก่ กิ่งที่มีโรคและถูกแมลงทำลาย กิ่งที่แห้งตาย มีสีน้ำตาลหรือสีดำ กิ่งที่มีการเจริญเติบโต เข้าไปในพุ่ม กิ่งที่เลื้อยเกะกะไม่เป็นระเบียบ กิ่งแก่และกิ่งที่แตกออกจากต้นตอ กิ่งที่ผิดปกติจากเดิม การตัดแต่ง ทำได้ทุกช่วงของการเจริญเติบโตและพร้อมๆ กับการตัดดอก เมื่อตัดแต่งกิ่งแล้วควรดูแลกิ่งหรือยอด ที่แตกใหม่ เป็นพิเศษ เพราะหากถูกโรคหรือแมลงเข้าทำลายแล้ว กุหลาบจะตั้งตัวใหม่ได้ช้า

    การขยายพันธุ์

    การขยายพันธืทำได้ทั้งโดยการเพาะเมล็ด การตอน การติดตา การปักชำ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ ความ สะดวก และชนิดของกุหลาบ

    1. ตอนกิ่ง นิยมใช้วิธีนี้กันมาก เพราะทำได้ง่ายและเห็นผลเร็ว การเลือกกิ่งตอนต้องเลือกกิ่งที่สมบูรณ์ ไม่มีโรคหรือแมลงทำลาย ไม่อ่อนหรือแก่เกินไป คือสีเปลือกเขียวเข้มจนถึงน้ำตางอ่อน เปลือกล่อนออกจากกิ่งได้ง่าย วิธีตอนที่นิยมทำคือ การตอนแบบหุ้มกิ่ง โดยใช้มีดคมๆ ควั่นเปลือกรอบกิ่ง 2 รอย ห่างกันประมาณ 2.5-3 ซม. ให้รอยควั่นด้านบนอยู่ใต้ตาเล็กน้อยกรีดตามยาวและลอกเอาเปลือกออก แล้วใช้สันมีดขูดเมือก ออกให้หมด จากนั้นนำขุยมะพร้าวที่แช่น้ำจนอิ่มตัวหุ้มตรงรอยควั่น นำถุงพลาสติกมาหุ้มทับอีกที แล้วมัดด้วยเชือกที่หัวท้ายให้แน่น กิ่งตอนจะเริ่มออกรากในเวลา 2-3 สัปดาห์ภาพแสดงการตอนกิ่ง
    1. ติดตา นิยมติดตาพันธุ์ดีบนต้นตอกุหลาบป่า ได้แก่ Rosa multiflora หรือ R.indical (R. chinensis) ซึ่งมี ความแข็งแรงและทนทาน ก่อนทำการติดตาต้องเตรียมต้นตอและเลือกตาพันธุ์ดีที่จะนำมาติด ควรเลือก ต้นกุหลาบป่าที่กำลังเจริญเติบโต เปลือกล่อนจากเนื้อ ตาที่ใช้ควรเป็นตาจากกิ่งที่ดอกเริ่มเหี่ยวประมาณ ตาที่ 3-4 นับจากตาแระที่อยู่ใกล้ดอกลงมาหรือเลือกจากกิ่งที่สมบูรณ์เต็มที่ โดยเลือกเอาตาที่นูนเด่นชัด วิธีการที่ นิยมทำคือ การติดตาแบบตัวที (T-budding) โดยกรีดต้นตอตามทางยาวประมาณ 3-4 ซม. แล้วตัด ขวางชิดกับรอยกรีดด้านบน ใช้มีดเผยอเปลือกตามรอยกรีดด้านบนออกทั้งสองข้าง จากนั้นใช้มีดเฉือน ตาจากกิ่งพันธุ์ดีที่เตรียมไว้ให้เท่ากับแผลบนต้นตอ นำแผ่นตาสอดลงไปในแผลบนต้นตอ พันด้วยพลาส ติกให้แน่น หลังจากติดตา 7-10 วัน ถ้าแผ่นตายังเป็นสีเขียวแสดงว่าการติดตาได้ผล

      ภาพแสดงการติดตา
    2. ปักชำกิ่ง วัสดุปักชำ ได้แก่ ทรายหยาบผสมกับขี้เถ้าแกลบ ในปริมาณเท่าๆ กัน กิ่งที่จะใช้ปักชำควรเป็น กิ่งที่มีดอกเริ่มแย้ม หรือกิ่งที่ดอกบานไปแล้วไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ ตัดให้มีความยาว 5-6 นิ้ว มีใบติด 3-5 ใบ ขึ้นไป ตัดแล้วนำไปจุ่มในน้ำก่อนนำไปปักชำ ช่วงเวลาในการตัดกิ่งควรเป็นตอนเช้าหรือตอนเย็น วิธีนี้ นิยมใช้ขยายพันธุ์กุหลาบหนู

    3. เพาะเมล็ด จะต้องให้เมล็ดผ่านอุณหภูมิต่ำชั่วระยะเวลาหนึ่งจึงจะงอก โดยธรรมชาติของกุหลาบจะติด เมล็ดในอากาศหนาวหรือเขตอบอุ่น เมล็ดจึ่งไม่สามารถงอกได้ทันทีที่อุณหภูมิห้องปกติ เมื่อนำเมล็ดกุ หลาบไปเพาะในภาชนะที่ใส่วัสดุเพาะ เช่น ขุยมะพร้าวที่ชื้นคลุมด้วยถุงพลาสติแล้ว จะต้องนำไปเพาะ ในตู้เย็นประมาณ 3-4 สัปดาห์ จะมีจำนวนเมล็ดงอกประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ แล้วจึงนำออกมาไว้ข้าง นอก เมื่อต้นกล้างอกหมด แล้วจึงย้ายลงกระถางหรือถุงชำ

    โรคและแมลงศัตรู

    โรคของกุหลาบส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อราและระบาดในช่วงฤดูฝน ได้แก่ โรคใบจุดสีดำ จะมีแผลที่ใบเป็น จุดสีดำ รอบแผลเป็นวงสีเหลือง แผลจะค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น โรคราน้ำค้าง ใบจะมีจุดสีน้ำตาลไหม้แล้วร่วงอย่าง รวดเร็ว มักจะระบาดมากในเขตที่มีอากาศเย็น ส่วนโรคราแป้ง หรือโรคใบพอง จะระบาดในฤดูหนาวที่มีอากาศ เย็นและแห้ง มีลมแรง เชื้อจะเข้าทำลายทั้งกิ่ง ใบ ดอกและยอดอ่อน บริเวณรอยแผลจะมีขุ่ยขาวๆ ใบจะพอง ยอด จะชะงักการเจริญเติบโต ดอกบิดเบี้ยว

    แมลงศัตรูที่สำคัญของกุหลาบได้แก่ ไรแดง ตัวขนาดเล็ก สีเหลืองแดงหรือเหลืองอ่อน ดูดน้ำเลี้ยงจากใบ และมักจะอยู่ใต้ใบ ใบจะเหลืองและแห้งเป็นจุดสีน้ำตาลทั่วใบ เพลี้ยไฟ ตัวเล็กยาวเรียว สีเทาถึงดำ ดูดกินน้ำ เลี้ยงที่ยอดอ่อนและดอกอ่อน ทำให้เสียรูปร่าง ด้วงกุหลาบ กัดกินใบและดอก โดยเกาะอยู่ตามใต้ใบในเวลา กลางคืนและจะหลบอยู่ในดินเวลากลางวัน

    Back

    ที่มาข้อมูล : หนังสือสารานุกรม "ไม้ประดับในประเทศไทย เล่ม1" โดยคณะบรรณาธิการสำนักพิมพ์บ้านและสวน