คล้า

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

คล้า อยู่ในวงศ์ Marantaceae หรือเรียกกันว่า Arrow root family มี31 สกุล 550 ชนิด ถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อน ส่วนใหญ่เป็นแถบอเมริกาใต้ แอฟริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทย มักพบในป่าดิบชื้น มีแสงรำไรหรือในพื้นที่ชื้นแฉะทั่วไป คล้าจัดเป็นไม้ยืนต้นที่มีเนื้ออ่อน เจริญเติบโตเป็นกอหรือพุ่ม มีอายุหลายปี ลำต้นมีทั้งตั้งตรงและเลื้อย มีเหง้า(rhizome) หรือหัว(tuberous)ใต้ดิน แตกหน่อได้ ใบเป็น ใบเดี่ยวออกสลับกัน มักมีลวดลายและสีสันบนในสวยงาม โคนต้นมีกาบใบหุ้ม ลักษณะประจำพืชวงศ์นี้ คือ แผ่นใบสองด้านของเส้นกลางใบไม่เท่ากัน ขณะใบยังอ่อนด้านใหญ่จะม้วนหุ้มด้านล็กไว้ นอกจากนี้ตรงรอยต่อของก้านใบกับแผ่นใบจะโป่งออก(pulvinate) มีหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของใบ เวลากลางวันใบคล้าจะกงออก และจะห่อขึ้นในเวลากลางคืน คล้ายกับการพนมมือ จึงมีผู้เรียกชื่อพืชงวศืนี้ว่า "Prayer Plants"
ลักษณะของเหง้า

ดอกออกเป็นช่อบริเวณยอดอ่อนจากซอกก้านใบ ดอกจะออกเป็นคู่จากกาบรองดอกที่เรียงซ้อนกันเป็น แถวในระนาบเดียวกัน สลับซ้ายขวาจากแกนช่องดอก(distichous) หรือเรียงสลับกันเป็นวง(spiral) ดอกเป็นดอก สมบูรณ์เพศ มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ 3 กลีบ เกสรเพศผผู้มีจำนวนมาก แต่สมบูรณ์เพียง 1 อัน ส่วนที่ เหลือเป็นหมันจะเปลี่ยนรูปไปคล้ายกลีบดอก 1 กลีบ ลักษณะของช่อดอกมี 4 แบบ คือ แบบดอกช่อ กระจุกอยู่ ปลายก้าน แบบช่อแขนง แบบช่อกระจะ และแบบช่อเชิงลด ผลซึ่งไม่เคยจะพบนักมี 2 ลักษณะ คือ ผลแห้ง เมื่อ แก่อาจแตหรือไม่แตกออก และผลที่มีเนื้อนุ่ม และมีเมล็ด 1-3 เมล็ด

ส่วนต่างๆของใบคล้าลักษณะการจัดเรียงของกาบรองดอก

การปลูกเลี้ยง

ธรรมชาติของคล้ามักขึ้นตามป่าที่มีดินแฉะหรือมีน้ำขัง เจริญเติบโตได้ดีในที่มีอากาศเย็น(18-30 อาศา เซลเซียส) ความชื้นสูง แสงรำไร ลมโกรกน้อย แตก็มีบางสกุลที่ทนอุณหภูมิต่ำมากๆ ได้ ใบของคล้าจะไวต่อแสง แดด ความชื้น และอุณหภูมิของสภาพแวดล้อมมาก เมื่ออยู่ในสภาวะที่เหมาะสม เช่นในฤดูฝน ใบจะมีสีสันและ ลวดลายสวยงาม แต่ถ้าได้รับแสงแดดจัดขณะที่มีคามชื้นในอากาศน้อยและอุณหภูมิสูง เช่นในฤดูร้อนหรือฤดู หนาว จะทำให้ เกิดรอยไหม้บนใบหรือขอบใบแห้ง ส่วนวัสดุปลูกนั้นต้องมีความชุ่มชื้น มีการระบายน้ำดี และมี อินทรียวัตถุปนอยู่บ้าง เช่น ดินปนทราย

การขยายพันธุ์

ควรทำในช่วงฤดูร้อนถึงฤดูฝน วิธีที่นิยมกันคือการแบ่งเหง้าหรือหัวที่โตเ๖มที่มาปลูกใหม่ ราว 2 - 3 สัปดาห์ ต้นใหม่ก็จะเริ่มตั้งตัวได้และเริ่งผลิใบใหม่ขึ้น ส่วนการเพาะเมล็ดจะให้ผลช้ากว่า และต้นที่ได้อาจมีการ กลายพันธุ์จากต้นเดิมจึงไม่นิยม ยกเว้นทำเพื่อผลิตลูกผสม

โรคและแมลงศัตรู

โรคที่พบมาก คือ โรคใบจุดสนิม เกิดจากเชื้อรา จะมีจุดสีน้ำตาลกระจายทั่วใบ ระบาดมากในฤดูหนาว ส่วนแมลงศัตรูที่พบได้แก่ เพลี้ยแป้ง ตั๊กแตน หนอนบุ้ง และไรแดง

ปัจจุบันคล้าที่ปลูกกันอยู่ในประเทศไทยมีทั้งชนิดที่เป็นพืชพื้นเมืองของไทยและนำเข้ามาจากต่างประเทศ ได้แก่ สกุล Calathea, Ctenanthe(สาคูทอง), Donax(คลุ้ม), Maranta(สาคู), Phrynium(สาดแดง สาดขาว), Schumannianthus(คล้า), Stachyphrynium(คล้า), Stromanthe และ Thalia(พุทธรักษาน้ำ) เป็นต้น นิยมปลูกเป็น ไม้ประดับ ใช้เป็นไม้ตัดดอก บางชนิดใช้เป็นอาหาร เช่น สาคู หรือใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรค และ ยังใช้ ประดิษฐ์เป็นเครื่องจักสานได้อีกด้วย

Back

ที่มาข้อมูล : หนังสือสารานุกรม "ไม้ประดับในประเทศไทย เล่ม1" โดยคณะบรรณาธิการสำนักพิมพ์บ้านและสวน