แคคตัส

คนไทยรู้จัก "กระบองเพชร" หรือ "ตะบองเพชร" กันมานานแล้ว และเป็นไม้ประดับที่ได้รับความนิยม เสมอมา ชื่อที่เรียกสากลว่า "แคคตัส(Cautus)" เป็นภาษากรีก หมายถึง "พันธุ์ที่มีหนาม" สมดังลักษณะของต้น นั่นเอง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

แคคตัสเป็นพืชในวงศ์ Cactaceae มีประมาณ 150 สกุล และมากกว่า 2,000 ชนิด ส่วนใหญ่มีถิ่นกำเนิดอยู่ ในเขตร้อนของทวีปอเมริกา มักจะเจริญอยู่ในทะเลทรายที่มีอากาศร้อน แห้งแล้ง จึงต้องพัฒนาตัวเองให้มีชีวิต รอดอยู่ได้ในสภาพที่ต้องขาดน้ำเป็นเวลานาน โดยหดลำต้นให้สั้นป้อมมีขนาดเล็ก และลดรูปจากใบเป็นหนาม เพื่อลดการสูญเสียน้ำและจับไอน้ำในอากาศ (ยกเว้นสกุล Pereskia ที่ยังมีใบที่แท้จริงอยู่) ไม่มีระบบรากแก้ว มี เพียงรากฝอยที่อยู่ใต้ผิวดินตื้นๆ เพื่อจับน้ำค้างบนผิวดินในเวลากลางคืนมาเก็บไว้ในต้นที่มีน้ำอยู่ถึง 80 - 90 เปอร์เซ็นต์ ทรงต้นมีลักษณะต่างกันไปทั้งรูปร่างและขนาด เช่น เป็นลำต้นสูงใหญ่ เป็นทรงกลมเตี้ยๆ มักจะ อวบน้ำ อาจขึ้นอยู่เป็นต้นเดี่ยวๆ หรือขึ้นอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม บ้างก็เป็นสัน (rib) นูนรอบต้น และบ้างก็เป็นเนิน หนาม (tubercle) อยู่ชิดกันทั้งต้น
หนามของแคคตัสจะเกิดบริเวณที่เรียกว่า "ตุ่มหนาม(areole)" หนามประกอบด้วย 2 ส่วน คือ หนามข้าง (radial spine) และหนามกลาง (central spine) เช่น เป็นหนามแข็งตั้งตรง เป็นปุยนุ่ม ลักษณะคล้ายเส้นผม เป็นรูปหวี แบนบางคล้ายกระดาษ หรือโค้งเป็นตะขอที่ปลาย ตุ่มหนามอาจมีหนามเพียงอันเดียว บ้างก็ขึ้นรวมกันเป็นกลุ่ม หรือบางชนิดก็ไมม่มีหนามเลย
ลักษณะของหนาม

ดอกเป็นชนิดไม่มีก้านดอก ดอกมีทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก เป็นรูปจาน รูประฆัง รูปกรวย หรือเป็นท่อ ยาว กลีบดอกบอบบาง สีสันสดใส ดอกจะเกิดที่ตุ่มหนาม

ผลเป็นแบบมีเนื้อนุ่ม คล้ายวุ้น มีเมล็ดปะปนอยู่ เมื่อสุกผลจะอ่อนนุ่ม บ้างก็เหี่ยวแห้งหรือปริแตกออก

การปลูกเลี้ยงและการดูแลรักษา

โดยทั่วไปมักคิดกันว่าแคคตัสเจริญเติบโตได้ดีในสภาพที่แห้งแล้งและใช้ทรายเป็นวัสดุปลูกแต่ความจริง แล้วแคคตัสก็เหมือนกับไม้ประดับอื่นๆ ที่ต้องการวัสดุปลูกที่มีธาตุอาหารสมบูรณ์ที่สำคัญคือต้องระบายน้ำดีวัสดุ ปลูกที่เหมาะสมคือใช้ดินทรายหยาบและปุ๋ยอินทรีย์(เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก เศษซากใบไม้ผุ)ในอัตราส่วน 1 : 3 : 1 หรืออาจผสมเปลือกถั่ว ขี้เถ้าแกลบ ถ่านป่น อิฐหัก กระดูกป่นหรือเปลือกไข่ร่วมด้วยก็ตามความเหมาะสม เพราะ แคคตัสแต่ละพันธุ์มีความต้องการที่แตกต่างกัน

วิธีรดน้ำแคคตัสที่ถูกต้องคือรดให้โชกถึงรากและรดอีกครั้งเมื่อวัสดุปลูกเริ่มแห้ง อย่ารดให้แฉะเกินไป ภาชนะปลูกไม่ควรมีขนาดใหญ่กว่าต้นมากนัก เพราะจะอุ้มน้ำไว้มาก พิจารณาให้ระยะห่างระหว่างผิวต้นกับ ขอบกระถางประมาณ 2.5 ซม. เป็นหลัก

แสงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่มีผลต่อแคคตัส ช่วงแสงที่เหมาะสมคือแสงช่วงเช้าหรือช่วงบ่ายที่ไม่ร้อนจนเกิน ไปนักจะช่วยให้ต้นเจริญได้ดี สีต้นและหนามสดใส แสงยังมีผลต่อการเจริญและการงอกของรากด้วย แสงที่ น้อยเกินไปจะทำให้หนามหดสั้นลง ต้นยืดสูงขึ้น ส่วนแสงที่มากเกินไปจะทำให้ผิวต้นกร้านและไหม้ สีต้นและ หนามไม่สดใส ถ้าเลี้ยงแคคตัสในโรงเรือนควรพรางแสงให้เหลือประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้แล้ว ความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างกลางวันและกลางคืนมีผลต่อสีต้นและหนาม รวมทั้งการเจริญเติบโตของต้น ด้วย

การขยายพันธุ์ ทำได้ 3 วิธี คือ

  1. เพาะเมล็ด โดยนำผลของแคคตัสที่สุกเต็มที่มาแยกเนื้อและเมล็ดออกจากกัน เมล็ดที่จะใช้เพาะต้องผึ่งให้ แห้งในที่ร่มและอากาศถ่ายเท อย่านำเมล็ดไปตากแดดให้แห้ง เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพการงอกของ เมล็ดสูญหายไป จากนั้นนำเมล็ดไปเพาะในดินผสมทรายและฮิวมัส (หรือเศษซากใบไม้ผุ) ที่สำคัญคือ เศษวัสดุเพาะต้องสะอาดปราศจากเชื้อโรค อบฆ่าเชื้อหรือรดด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อราก่อนนำมาใช้ เพื่อป้องกันโรคเน่าคอดิน รักษาความชื้นของวัสดุเพาะให้สม่ำเสมอ อย่าให้เฉะมาก นำไปไว้ในที่อากาศ ถ่ายเทและมีร่มเงา ในสภาพอากาศร้อนอย่างบ้านเราควรใช้ถุงพลาสติกใสคลุมภาชนะปลูกไว้เพื่อช่วย รักษาความชื้น

    การเพาะเมล็ด

  2. ตัดแยก วิธีนี้นิยมใช้ขยาพันธุ์แคคตัสที่ขึ้นรวมกันเป็นกลุ่มหรือแตกหน่อมากๆ โดยใช้มีดสะอาดและคม ตัดแยกต้นหรือหน่อเล็กๆ นำไปชำในวัสดุเพาะเช่นเดียวกับการเพาะเมล็ด วางกระถางในที่ที่มีร่มเงา และอากาศถ่ายเทสะดวก เมื่อรากงอกแล้วควรรดน้ำสัปดาห์ละ 2 - 3 ครั้ง จนแข็งแรงจึงแยกปลูกใน กระถางต่อไป

  3. ต่อยอด วิธีนี้นิยมกันมาก เพราะทำให้ได้ต้นแคคตัสที่เจริญเติบโตสม่ำเสมอจำนวนมากในระยะเวลาสั้น ทั้งยังช่วยร่นระยะเวลาเจริญเติบโต ออกดอกและติดผลด้วย (ยกเว้นสกุลที่มี cephalium เช่น Melocactus, Discocactus มักจะไม่ค่อยได้ผลมากนัก) และยังนิยมใช้กับแคคตัสที่ต้นไม่มีสีเขียว เช่น สกุล Gymnocalycium บางพันธุ์ เพราะพวกนี้ไม่มีคลอโรฟิลล์ที่เป็นรงควัตถุที่สำคัญที่ใช้ในการสังเคราะห์ แสงหรือสร้างอาหารเองได้

    การต่อยอด

    ต้นตอต้องเป็นพวกที่เจริญเติบโตได้ดี เช่น สกุล Cereus หรือ Trichocereus อายุประมาณ 1-2 ปี ใช้เป็นต้นแม่เพื่อสร้างอาหารเลี้ยงต้นพันธุ์ที่ดีที่เราต้องการนำมาต่อยอด ใช้มีดที่คมและสะอาดปาดส่วน โคนของต้นพันธุ์ดี และส่วนยอดของต้นตอให้เรียนเสมอกัน และมีเส้นผ่าศูนย์กลางหน้าตัดใกล้เคียงกัน นำต้นพันธุ์ดีมาวางซ้อนบนต้นตอ ยึดทั้งสองส่วนด้วยเทปใสหรือด้ายให่แน่นพอสมควร นำไปไว้ในที่มี ร่มเงาและอากาศถ่ายเทได้ดี งดให้น้ำประมาณ 1-2 สัปปดาห์ ทั้งสองส่วนจะเชื่อมติดกัน แกะเทปใสหรือ ด้ายออก รดน้ำตามปกติ (โดยทั่วไปต้นแคคตัสที่ถูกตัดออกไป ต้นตอเดิมจะสามารถแตกหน่อใหม่ออกมา ได้อีก)

    โรคและแมลงศัตรู

    โรค พบทั้งโรคที่เกิดจากไวรัส ทำให้ต้นและดอกมีจุดสีเหลืองหรือสีม่วง และโรคที่เกิดจากเชื้อรา เช่น เชื้อ corky scab จะพบจุหรือฝุ่สีสนิมตามลำต้น เชื้อจะทำลายเนื้อเยื้อต้นจะเหี่ยวและยุบลง โรคของ แคคตัสที่เกิดที่บริเวณโคนต้นมีอัตราเสี่ยงที่จะทำให้ต้นเน่าตายมากกว่าโรคที่เกดบริเวณยอด ต้นที่เป็น โรคควรแยกไปทำลายทิ้ง

    แมลงศัตรู ที่พบ เช่น เพลี้ยแป้ง เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ และไรแดง ดูดกินน้ำเลี้ยงจากต้นทั้งส่วนยอด และราก ทำให้ชะงักการเจริญเติบโตหรือเจริญผิดรูปร่างไป นอกจากนี้ยังมีไส้เดือนฝอย ทำให้เกิดปมที่ รากและระบาดอย่างรวดเร็วทางดินปลูก

    สำหรับสาเหตุอื่นๆ ได้แก่ การให้ปุ๋ยมากเกินไป มีผลทำให้ต้นปริแตก หรือบิดไปมาคล้ายหงอน ซึ่งบางครั้งก็เป็นที่นิยมของนักปลูกเลี้ยง การให้น้ำมากเกินไป ต้นจะยุบและเน่า ต้นได้รับความชื้นหรือ ความร้อนสูงเกินไป เป็นต้น

    Back

    ที่มาข้อมูล : หนังสือสารานุกรม "ไม้ประดับในประเทศไทย เล่ม1" โดยคณะบรรณาธิการสำนักพิมพ์บ้านและสวน