ชบา

ชบาเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อนชื้นแถบเอเชียตะวันออกและหมู่เกาะอินเดียตะวันออก ชบาลูก ผสมจำนวนมากที่ฮาวายเป็นชนิดที่มีกลีบดอกชั้นเดียว ดอกใหญ่และสีสดใส เริ่มมาจากการนำพู่ระหงจากจีน ผสมกับชบาพันธุ์พื้นเมืองได้รับความนิยมและทำให้มีการปลูกชบากันแพร่หลายมากขึ้น ในสหรัฐอเมริกามีการ จดทะเบียนลิขสิทธิ์พันธุ์ต่างๆ และได้มีการตั้งสมาคมชบาแห่งสหรัฐอเมริกา (American Hibiscus Society ; AHS) ขึ้นใน พ.ศ. 2498 และได้มีการพัฒนาพันธุ์ชบาอยู่อย่างต่อเนื่อง ส่วนในประเทศไทยได้มีการกล่าวถึงดอก ชบาทั้งในด้านวัฒนธรรม ความเชื่อ และในวรรณกรรมหลายเรื่องมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ความนิยมของคนไทยใน การปลูกชบา มีทั้งปลูกเป็นแนวรั้วแสดงอาณาเขต ปลูกเป็นไม้ประดับ ปลูกเป็นทรงพุ่มใหญ่ และปลูกเป็นไม้ กระถางขนาดกลาง

ลักษณะทางพฤกษศาตร์

ชบาอยู่ในสกุล Hibiscus วงศ์ Malvaceae พืชในวงศ์นี้มีประมาณ 85 สกุล มีทั้งที่เป็นไม้ล้มลุก ไม้เนื้ออ่อน ไปจนถึงไม้ยืนต้น เช่น ปอบางชนิด ผ้าย การเจี๊ยบ ครอบจักรวาล ปอทะเล เป็นต้น นอกจากนี้พืชบางชนิดที่เรียก กันว่าชบา เช่น ชบาร่มและชบาหนูในสกุล Malvaviscus ซึ่งปลูกเป็นไม้ประดับเช่นกัน

ลักษณะเด่นของพืชวงศ์นี้คือ มีเส้นใยและมียางเมือก (mucilaginous) อยู่ในเนื้อไม้ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียง เวียนสลับ มีรูปร่างหลายแบบ เช่น รูปไข่ รูปกลม รูปปรี หรือเว้าเป็นแฉก 3-5 แฉก แผ่นใบเรียบเป็นมันหรือมีขน นุ่มสั้นๆ ปกคลุม ขอบใบเรียบหยักมนหรือจักฟันเลื่อย อาจมีต่อมอยู่ตามเส้นใบหรือไม่มี มักจะมีเมือกเหนียว ดอกเป็นดอกเดี่ยวและเป็นดอกสมบูรณ์ มีลักษณะ pentemerous คือ มีส่วนประกอบต่างๆ ของดอก อย่างละ 5 อันหรือเป็นจำนวนเท่าของ 5 เช่น ริ้วประดับ กลีบดอก กลีบรองดอก ซึ่งแต่ละส่วนมีลักษณะดังนี้

  • กลีบดอก 5 กลีบ ติดกันเป็นรูปถ้วยปลายแยกเป็นแฉก ขณะดอกตูมจะห่อหุ้มกลีบดอกไว้จนมิด
  • ริ้วประดับ เป็นกลีบเรียวแหลมสีเขียวขนาดเล็ก มีประมาณ 5-20 กลีบ แยกกันหรือเชื่อมติดกัน อยู่ใต้ชั้น กลีบรองดอก

  • เกสรเพศผู้ ประกอบด้วยอับเรณูสีเหลืองรูปไตและก้านชูอับเรณูสีขาวหรือสีเดียวกับโคนกลีบดอก เชื่อม รวมกันเป็นหลอดและหุ้มก้ารเกสรเพศเมียไว้ เรียก staminal column โคนหลอดจะเชื่อมติดกับโคนของ กลีบดอก ส่วนอับเรณุจะอยู่บริเวณปลายหลอด แต่ต่ำกว่าเกสรเพศเมีย

  • เกสรเพศเมีย อยู่ปลายหลอดเกสรเพศผู้ มักมีก้านเล็กๆ แยกยอดเกสรเพศเมียเป็น 5 ยอดตามจำนวนห้อง รังไข่ ส่วนยอดมีน้ำหวานสำหรับจับละอองเรณู และมีสีสันสดใส เช่น สีแดง สีเหลือง สีส้ม ก้านชูเกสร เพศเมียจะอยู่ภายในหลอดเกสรเพศผู้ ในสกุล Malvaviscus ยอดเกสรเพศเมียจะแยกเป็น 10 ยอด ผลเป็น แบบผลแห้งและแตก เมื่อแก่จะแตกแนวกลางของผล (loculicidal capsule) เมล็ดมีจำนวนมาก รูปกลม หรือรูปไต ผิวเมล็ดเกลี้ยงหรือมีขน

  • ประเภทของดอกอาจแบ่งตามลักษณะการบานของดอกได้ 3 ประเภท คือดอกบานเป็นรูปถ้วย(funnel shape) เป็นรูปแผ่แบน คล้ายจาน(saucer shape) และกลีบดอกแผ่โค้ง(reflexed shape) หรือแบ่งตามจำนวนกลีบ ดอกเป็น 3 ประเภทเช่นกัน คือ ดอกชั้นเดียว มีกลีบดอก 5 กลีบ ดอกกึ่งซ้อน มีกลีบดอก 5 กลีบ และดอกมีแผ่น กลีบเล็กๆคล้ายกลีบดอกซ้อนกันหลวมๆ ที่โคนกลีบดอกด้านใน และดอกซ้อน มีกลีบดอกและ แผ่นกลีบดอก คล้ายกลีบดอกจำนวนมากซ้อนกันแน่น

    การปลูกเลี้ยงและการดูแลรักษา

    ชบาเป็พืชที่ปลูกเลี้ยงง่าย ถ้ามีการดูแลรักษาอยู่เหมาะสม จะทำให้ชบาออกดอกสวยงามตลอดปี ดินปลูก ควรเป็นดินร่วนซุย มีการระบายน้ำดี อาจผสมดินร่วน ขี้เถ้าแกลบ การมะพร้าวสับ และปุ๋ยคอก อย่างละ 1 ส่วน คลุกเคล้าให้เข้ากัน การให้น้ำขึ้นอยู่กับฤดูกาลและสภาพอากาศ เช่น ในฤดูฝนควรให้น้ำเมื่อเห็นว่าฝนไม่ตก เป็นเวลานานหรือผิวดินแห้ง ส่วนใหญ่ฤดูแล้งให้น้ำเพียงวันละครั้ง และไม่ควรมีน้ำขังแฉะ ควรให้ปุ๋ยสูตร เสมอ เช่น 16-16-16 หรือ 15-15-15 ทุกๆ เดือน เดือนละครั้ง พร้อมกับพรวมดินรอบพุ่มต้น ส่วนปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก นำมาปรับปรุงดินเป็นตรั้งคราว โดยธรรมชาติเป็นพืชที่ต้องการแสงแดดจัด ขึ้นได้ในดินทุก สภาพ และมักจะทนแล้งได้ดี

    การขยายพันธุ์

    มีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับวัตถุปรัสงค์ และความสะดวกในการทำ ได้แก่

    1. ปักชำ เตรียมกิ่งชำขนาดเส้นผ่าศุนย์กลางประมาณ 1 ซม. ลิดในออกบางส่วน เพื่อลดการคายน้ำ ตัดส่วน โคนในแนวเฉียงและกรีดตามยาวประมาณ 2 ซม. 2-3 รอยที่โคนกิ่ง วัสดุชำมักใช้ทรายผสมกับขี้เถ้า- แกลบปริมาณเท่าๆ กัน ปักกิ่งชำในแนวเฉียงเล็กน้อย แต่ละกิ่งห่างกันประมาณ 10 ซม. นำไปไว้ในกระ บะพ่นหมอกหรือใสุ่งพลาสติกประมาณ 2 สัปดาห์กิ่งชำจะออกราก ย้ายปลูกลงในกระถางหรือถุงต่อไป วิธีนี้จะได้ต้นจำนวนมาก

    2. เสียบยอด นิยมใช้พู่ระหง ชบา หรือชบาด่างเป็นต้นตอ เนื่องจากมีความแแข็งแรงทนทานต่อสภาพแวด ล้อม เลือกต้นตอที่มีลำต้นตรง ลิดใบออกบางส่วน ตัดยอดออก แล้วใช้มีดผ่าลงกลางรอยตัดยาวประมาณ 3 ซม. สำหรับกิ่งพันธุ์ต้องมีตา 2-3 ตา ยาวประมาณ 10 ซม. เฉือนโคนทั้งสองด้านเป็นรูปลิ่ม รอยเฉือน ด้านหน้ายาวประมาณ 2-3 ซม. เสีบยลงบนต้นตอให้รอยแผลทาบกันสนิทดี พันพลาสติกจากล่างขึ้นบน ให้แน่น หลักจากนั้น 2-3 สัปดาห์ แกะพลาสติกตรวจดูรอยแผล วิธีนี้จะทำให้ได้ต้นพันธุ์ดีที่เจริญเร็ว
    3. ติดตา นิยมใช้วิธีนี้เมื่อกิ่งพันธุ์มีจำนวนน้อย วิธีทำก็เช่นเดียวกับการติดตาพืชทั่วๆ ไป โดยจะใช้เวลาประ มาณ 2 สัปดาห์หลังการติดตาจึงแกะพลาสติกออก หรือเมื่อเห็นว่าตาที่ติดเริมเจริญขึ้น

    โรค แมลงและสัตว์ศัตรู

    โรค ที่พบในชบา เช่น โรคใบจุด เกิดมากในช่วงฤดูฝนที่มีสภาพความชื้นสูง โรคใบหงิก เกิดจากเชื้อ ไวรัส โดยมรแมลงหวี่ขาวเป็นพาหะหรืออาจติดมากับส่วนขยายพันธุ์ที่เป็นโรคนี้

    แมลงศัตรู ที่พบมากได้แก่ แมลงหวี่ขาว ดูดน้ำเลี้ยงจากใบและยอดอ่อน ทำให้เกิดโรคใบหงิก เพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอย ดูดน้ำเลี้ยงจากใบและกิ่งก้าน นอกจากนี้ยังมีหนอนผีเสื้อบางชนิดกัดกิรดอกอ่อน ทำให้ดอกไม่บาน หรือกลีบเว้าแหว่ง

    สัตว์ศัตรู ได้แก่ หอยทาก ทำลายโดยการกัดกินดอก กำจัดโดยใช้มือดึงออกหรือโรยปูนขาวรอบพื้นที่ ปลูก

    Back

    ที่มาข้อมูล : หนังสือสารานุกรม "ไม้ประดับในประเทศไทย เล่ม1" โดยคณะบรรณาธิการสำนักพิมพ์บ้านและสวน