บอนสี

บอนสีเป็นไม้ประดับที่มีสีสันสวยงามเป็นเอกลักษณ์ จนได้ชื่อว่าเป็น "ราชินีแห่งไม้ประดับ" ถิ่นกำเนิด ยู่ในอเมริกาใต้และเขตร้อนทั่วไป แพร่หลายเข้ามาสู่ประเทศไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยโดยมากับเรือสำเภาของพ่อ ค้าจีน และเชื่อกันว่าเป็นว่านมงคล จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จ นิวัตพระนครหลังการเสด็จประพาสยุโรป ได้ทรงนำพันธุ์ชนิดต่างๆ จากยุโรปเข้ามาปลูกในประเทศไทย รวม ทั้งบอนสีด้วย ซึ่งในสมัยนั้น บางทีก็เรียกว่า "บอนฝรั่ง" น่าจะถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความนิยมในการปลูก เลี้ยงบอนสีที่แพร่หลายในประเทศไทยนับแต่ปี พ.ศ. 2444 เป็นต้นมา

จากนั้นได้มีการพัฒนาปลูกเลี้ยงและผสมพันธุ์ขึ้นมากมาย และตั้งชื่อตามลักษณะใบและสีสันของบอนสี เป็นพวกๆ เรียกว่า "ตับ" โดยใช้ชื่อในตัวละครวรรณคดีบ้าง ชื่อจังหวัดบ้าง ชื่อบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ บ้าง และมีการจัดการประกวดบอนสีอย่างสม่ำเสมอกับมีการก่อตั้งสมาคมบอนสีแห่งประเทศไทยขึ้นทำให้การ ปลูกเลี้ยงยิ่งแพร่หลายมากขึ้น

ในราวปี พ.ศ. 2508 มีผู้สั่งบอนใบยาวจากสหรัฐอเมริกาเข้ามาปลูกในประเทศไทย และมีการผสมพันธ์ บอนสีเกิดเป็นบอนลูกผสมพันธุ์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีก ปัจจุบันบอนสีเก่าๆ ได้สูญพันธุ์ไปเป็นจำนวนมาก แต่ก็มีการ ผลิตลูกผสมใหม่ขึ้นมาทดแทน การตั้งชื่อบอนสีจะต้องนำไปขอจดทะเบียนชื่อพันธุ์ที่สมาคมบอนสีแห่งประ เทศไทยไว้เป็นหลักฐาน

ลักษณะทางพฤกษศาตร์

บอนสีอยู่ในสกุล Caladium วงศ์ Araceae (Arum family) เป็นพืชที่มีหัวสะสมอาหารอยู่ใต้ดิน คล้ายหัว มันฝรั่ง แตกรากฝอยอยู่รอบๆ และพักตัว ทิ้งใบหมดในฤดูหนาว เมื่อถึงฤดูฝนจะเริ่มผลิใบใหม่ เจริญเติบโตตาม ปกติอีกครั้ง แต่ในปัจจุบันเราสามารถปลูกเลี้ยงบอนสีให้สวยงามตลอดปี โดยเลี้ยงในตู้หรือกระโจมควบคุม ความชื้น ป้องกันลมโกรก ทำให้ชะลอการพักตัวได้ แต่ต้องระวังไม่ให้ได้รับแสงแดดมากไปหรือน้อยไป เพราะ จะมีผลกระทบ ต่อสีของใบที่เป็นลักษณะประจำพันธุ์ บอนสีพันธุ์เดียวกันอาจมีสีของใบต่างกันได้เมื่อปลูกใน สภาพที่ต่างกัน

ใบ ใบของบอนสีมีสีสันลวดลายสวยงามนั้นจะมีขนาดและรูปแบบของใบต่างๆ กันไป อาจแบ่งตาม ลักษณะใหญ่ๆได้ 4 แบบ คือ

  1. ใบไทย มีรูปร่างคล้ายหหัวใจ มักมีขยาดใหญ่ ปลายใบแหลมหรือเรียวลม ก้านใบอยู่กึ่งกลางใบ
  2. ใบยาว มีรูปเรียวหรือป้อม ปลายใบเรียวแหลม ก้านใบอยู่ตรงรอยหยักบริเวณโคนใบพอดี แบ่งย่อยได้เป็น 3 แบบ คือ
    1. ใบยาวธรรมดา แผ่นใบจะดูป้อมๆ ปลายใบเรียวแหลมและมีหูใยยื่นยาว คล้ายใบโพธิ์
    2. ใบรูปหอก มีใบเรียว ปลายใบเรียวแหลม หูใบสั้น
    3. ใบไผ่ มีใบแคบ เรียวยาวเป้นเส้น ปลายใบเรียวแหลม หูใบสั้นมาก คล้ายใบไผ่
  3. ใบกลม รูปร่างใบค่อนข้างกลมหรือรี ปลายใบมน ก้านใบอยู่กึ่งกลางใบ
  4. ใบกาบ ก้านใบจะแผ่แบน ตั้งแต่โคนใบถึงคอใบ คล้ายกาบใบผักกาด
    ลักษณะต่างๆของใบ
ดอก เป็นดอกสมบูรณ์เพศ ประกอบด้วยปลีดอกและจานรองดอก คล้ายดอกหน้าวัว บานตอนกลางคืนและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ เกสรเพศผู้และเกสรเพศเมียอยู่บนปลีดอก แต่จะพร้อมผสมพันธุ์ได้ในเวลาไม่พร้อมกัน จึงเกิดการผสมข้ามได้ง่าย เมื่อนำเมล็ดไปเพาะ ต้นใหม่ที่ได้จะมีลักษณะที่แตกต่างจากต้นพ่อและแม่พันธุ์ ทำให้เกดลูกผสมใหม่ๆ ขึ้น
ลักษณะดอกบอนสี
นอกจากส่วนต่างๆ ดังกล่าว บอนแต่ละต้นยังมีลักษณะที่สำคัญอื่นๆ เป็นศัพท์ที่ใช้เรียกและบันทึกไว้แต่ โบราณอยู่หลายคำ ศัพท์ที่สำคัญเช่น
  • สะดือ คือจุดที่เส้นใบจรดกัน และต่อกับก้านใบ
  • กระดูก คือเส้นกลางใบที่ลากจากสะดือใบหรือต่อจากก้านใบจรดปลายใบ
  • เส้น คือเส้นใบย่อยที่แยกจากกระดูกหรือเส้นกลางใบ
  • เม็ด คือจุดหรือแต้มสีบนใบ ขนาดแตกต่างกัน และมีสีต่างจากพื้นใน เช่น สีขาวหรือสีชมพูอ่อน ขึ้นอยู่ กับพันธุ์บอน มัลักษณะต่างๆ กันดังนี้
    1. เม็ดลอย คือ จุดหรือแต้มที่มีสีเห็นได้ชัดเจน
    2. เม็ดจม คือ จุดหรือแต้มที่มีสีกลมกลืนกับพื้นใบเห็นได้ชัดเจน
    3. เม็ดใหญ่ คือ จุดหรือแต้มที่มีขนาดใหญ่กระจายทั่วไป
    4. เม็ดเล็ก คือ จุดเล็กๆ ที่ปรากฏบนพื้นใบ
    5. เม็ดกลม คือ จุดกลมๆ บนพื้นใบ
    6. เม็ดถี่ คือ เม็ดใหญ่ เม็ดใหญ่พร่าหรือเม็ดกลมที่กระจายทั่วใบและมีสีต่างจากพื้นใบ
  • หูใบ คือ ส่วนปลายของโคนใบที่ยื่นยาวจากสะดือใบ มีลักษณะแตกต่างกันในแต่ละพันธุ์
  • กาบ คือ ส่วนโคนก้านใบที่ติดกับหัว และเป็นที่ผลิยอดอ่อน
  • คอใบ คือ ส่วนปลายก้านใบที่ต่อกับด้านล่างของสะดือใบ
  • แข้ง คือ ส่วนที่ยื่นจากก้านใบ คล้ายใบเล็กๆ อยู่กึ่งกลางก้าน หรือต่ำกว่าใบจริง มักพบในบอนใบกาบ
  • เสี้ยน คือ เส้นขีดสั้นๆ ที่ปรากฏบนก้านใบ
  • สะพานหน้า คือ เส้นที่ลากตามแนวยาวจากก้านใบจรดคอใบ ตลอดแนวก้ายใบและกยู่ส่วนหน้าของก้าน
  • สะพานหลัง คือ เส้นที่ลากตามแนวยาวตลอดแนวก้าน เช่นเดียวกับสะพานหน้า แต่อยู่ส่วนหลังของก้าน ใบ
  • สาแหรก คือ เส้นยาวที่อยู่ระหว่างสะพานหน้าและสะพานหลัง(ด้านข้าง) มีสีต่างจากก้านใบ
  • หนุนทราย คือ จุดเล็กๆ คล้ายเม็ดทรายมองเห็นรางๆ คล้ายสีเหลือบ อยู่ใต้สีแท้ของใบ
  • วิ่งพร่า คือ จุดถี่เล็กๆ ที่แผ่จากกระดูก อาจมีสีเหมือนหรือต่างจากกระดูกก็ได้
  • ป้าย คือ แถบสีที่พาดทับบางส่วนของพื้นใบ เช่น พื้นเขียวป้ายแดงหรือพื้นแดงป้ายเขียวเป็นต้น
  • หูใต้ใบ คือ พบในบอนบางพันธุ์ มีลักษณะเป็นติ่งเล็กๆ ที่ยื่นจากใต้ใบ บริเวณเส้นกลางใบ
  • บอนกัดสี หมายถึงลักษณะบอนสีเมื่อยังเล็กใบจะมีสีเขียว พอโตเต็มที่สีใบจะเปลี่ยนเป็นอีกสีหนึ่ง และ เพิ่มสีมากขึ้นในใบต่อไป
  • บอนแผลง มักเกิดกับต้นบอนที่ได้จากการผ่าหัว มีสีสันและลวดลายบนใบต่างจากต้นเดิมหรือต้นแม่ที่นำ มาผ่าหัว
  • การปลูกเลี้ยงและการบำรุงรักษา

    สถานที่ปลูกควรมีความชื้นในอากาศสูง แสงแดดรำไรและไม่ร้อนจัด ดินปลูกควรเป็นดินร่วน มีความ เป็นกรดเล็กน้อย นิยมใช้ดินใบไม้มะขามผุ ดินขุยไผ่ ดินใบก้ามปู ดินใบทองหลางที่มีจายทั่วไป หรือใช้ดินร่วน ซากใบไม้ผุ และปุ๋ยคอกมาผสมใหม่ ในอัตรส่วน 1: 2 :1 รดน้ำวันละ 2 ครั้ง ตอนเช้าและเย็น หรือวางกระถางใน จานรองที่หล่อน้ำไว้ ไม้ควรตั้งกระถางไว้ในที่ร้อนจัดหรือรับแสงแดดโดยตรง และมีลมโกรกเพราะจะทำให้ใบ ไหม้ ทรงใบไม่เป็นระเบียบ

    การใส่ปุ๋ย นิยมใส่ซากใบไม้ผุเพื่อให้ดินร่วนซุยขึ้น และให้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 ทีละ น้อย ไม่ควรให้ปุ๋ยทางใบ เพราะอาจทำให้ใบไหม้ เปลี่ยนดินและกระถางเมื่อดินแน่นหรือมีเชื้อโรคระบาดใน ดิน แต่ไม่ควรปฏิบัติในขณะที่ต้นบอนกำลังผลิใบใหม่ ควรใช้ไม้ค้ำที่ก้านใบ เพื่อให้ก้านใบเป็นระเบียบที่สวย งาม ไม่หักง่าย และไม่ควรวางกระถางชิดกันมาก เพาระก้านใบจะเบียดกัน ทำให้สูงชะลูด ไม่สมส่วนและเป็น แหล่งสะสมโรคและแมลง โดยเฉาะการปลูกในตู้หรือกระโจม

    การขยายพันธุ์

    ควรทำในฤดูฝน นิยมใช้วิธีแบ่งหน่อจากต้นแม่ หรือผ่าหัวบอน โดนผ่าให้แต่ละชิ้นมีต่ติด ควรใช้หัวที่มี อายุไม่เกิน 1 ปี จะช่วยให้ต้นใหม่โตเร็วและแข็งแรง นำไปชำในทรายสะอาดหรืออิฐมอญทุบละเอียดหรือใช้ ขี้เถ้าแกลบที่ไม่มีความเป็นด่างก็ได้ รดด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา แล้วนำไปไว้ในที่ร่ม มีอากาศถ่ายเท รักษา ความชื้นให้สม่ำเสมอ หรืออาจปิดด้วยถุงพลาสติก ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ชิ้นบอนจึงจะแตกหน่อและราก เมื่อผลิ ใบ 1-2 ใบจึงย้ายลง ปลูกในกระถาง ส่วนการเพาะเมล็ด มักใช้ในการผลิตลูกผสมใหม่ซึ่งจะคัดเลือกลักษณะที่ ต้องการได้ แต่ใช้เวลานาน นอกจากนี้ยังใช้วิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื้อ(ปั่นตา) จะได้จำนวนมากในเวลาสั้นๆ แต่ ใช้ต้นทุนสูงและยุ่งยาก

    โรคและแมลงศัตรู

    โรค ที่พบมากคือ โรคหัวเน่า มักเกิดจากดินปลูกแน่น ระบายน้ำไม่ดี เชื้อราจึงเข้าทำลายได้ง่าย โรคใบ ไหม้และใบจุด ใบจะหยาบกร้านมีรอยไหม้ เนื่องจากได้รับความชื้นไม่เพียงพอหรือได้รับแสงแดดมากเกินไป
    แมลงศัตรู ที่สำคัญได้แก่ เพลี้ยต่างๆ หนอนกินใบและตั๊กแตน ซึ่งจะดูดกินน้ำเลี้ยงหรือกัดกินใบให้ แหว่ง และไส้เดือนฝอย ทำให้เกิดรากปม ต้นชะงักการเจริญเติบโต

    Back

    ที่มาข้อมูล : หนังสือสารานุกรม "ไม้ประดับในประเทศไทย เล่ม1" โดยคณะบรรณาธิการสำนักพิมพ์บ้านและสวน