บัว

บัวเป็นพืชที่มีความสำคัญกับมนุษย์มานานกว่า 4,000 ปี ทั้งในชนชาติอียิปต์ จีน อินเดีย ไทย ดังจะเห็นได้ จากศิลปะแขนงต่างๆ และในชีวิตประจำวัน บัวที่ใช้ประโยชน์ส่วนมากมักจะเป็นบัวหลวง นอกจากจะปลูกบัว ประดับเพื่อความสวยงามแล้ว ยังใช้เป็นทั้งอาหารและสมุนไพรอีกด้วย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

บัวเป็นไม้น้ำ อยู่ในวงศ์ Nymphaeaceae แบ่งเป็น 3 สกุล คือ
1. บัวหลวงหรือปทุมชาติ(Lotus) อยู่ในสกุล Nelumbo เชื่อว่ามีถิ่นกำเนิดในอินเดีย จีน และไทย มีไหล (stolon) และเหง้า(rhizome) อยู่ใต้ดิน ใบมีขนาดใหญ่ ดอกมีทั้งดอกซ้อนและดอกรา(บ้างก็เรียกว่าดอกสลวย หรือดอกฉลวย) มี 3 สี คือ สีขาว ชมพู และเหลือง กลีบดอกกว้าง ใบและดอกชูขึ้นเหนือน้ำ
2. อุบลชาติ (Water-lily) อยู่ในสกุล Nymphaea มีเหง้าใต้ดิน ใบลอยแตะผิวน้ำ ณุปร่างใบมีหลายแบบ ไม่มีหนาม ดอกบานได้นานถึง 3-4 วัน กลีบดอกซ้อน สกุลนี้แบ่งเป็น 2 ประเภทตามถิ่นกำเนิด คือ
  • อุบลชาติยืนต้น (Castalia group, Hardy type, Hardy water-lily) มีถิ่นกำเนิดในแถบอบอุ่นและเขตหนาว เรียกว่า "บัวฝรั่ง" มีเหง้าเลื้อยไปตามผิวดิน แตกหน่อหรือหัวได้ และพักคัวในฤดูหนาว ขอบใบเรียบ ดอกมี 5 สี คือ สีขาว ชมพู แดง เหลือง และส้ม ดอกลอยแตะผิวน้ำ บานตอนเช้าและหุบตอนเย็น มักไม่มีกลิ่นหอม ติดเมล็ดยาก

    ลักษณะใบ
  • อุบลชาติล้มลุก (Lotus group, Tropical type, Tropical water-lily) มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อน ไม่พักตัว ในฤดูหนาว แต่จะให้ดอกน้อยลง (ถ้าปลูกในเขตหนาว จะตายเมื่อถึงฤดูหนาว) มีเหง้าเจริญเติบในแนว ดิ่ง ดอกมีหลายสี ชูขึ้นเหนือผิวน้ำ บานนาน 3-4 วัน ขอบใบจักมนหรือแหลม แบ่งออกเป็น 4 ชนิด คือ

  • บัวผันและบัวเผื่อน ดอกบานตอนเช้าหุบตอนเย็น กลิ่นหอมมาก ก้านใบและก้านดอกไม่มีขน
  • บัวสาย ดอกมี 3 สี คือ สีขาว ชมพู และบานเย็นถึงแดง บานตอนใกล้ค่ำ และหุบในตอนเช้าของ วันรุ่งขึ้น ไม่มีกลิ่นหอม แต่บางชนิดมีกลิ่นหอมอ่อนๆ

  • จงกลนี ปัจจุบันมีเพียงชนิดเดียว ใบและดอกลอยแตะผิวน้ำ ดอกบานตลอดเวลา ไม่มีกลิ่นหอม
  • 3. บัวกระด้งหรือบัววิกตอเรีย(Royal water-lily, Victoria) อยู่ในสกุล Victoria มีไหลสั้นๆ เจริญเติบโต ในแนวดิ่ง ใบใหญ่มาก ขอบใบยกตัวขึ้นคล้ายกระด้ง ลอยแตะผิวน้ำ ใต้ใบ ก้านใบ และดอกมรหนามแหลม ดอก ขนาดใหญ่ สีขาวถึงสีชมพู บานตอนกลางคืนและหุบตอนเช้า บานนาน 2-3 วัน กลิ่นหอมแรง

    การปลูกเลี้ยง

    บัวเจริญเติบโตได้ดีในดินเหนียวที่มีธาตุอาหารเพียงพอ เช่น ดินท้องร่องสวน ดินทุ่งนาหรืออาจนำดิน มาผสมใหม่ น้ำควรมีอุณหภูมิ 15-30 ํC มีความเป็นกรดเป็นด่าง 5.5-8 พื้นที่ผิวน้ำไม่น้อกว่า 1 ตร.ม. (ตารางเมตร) และได้รับแสงแดดไม่ต่ำกว่า 5 ชั่วโมงต่อวัน

    อย่างไรก็ตาม บัวแต่ละชนิดต้องการแสงแดด พื้นที่ผิวน้ำ และความลึกของน้ำแตกต่างกัน ซึ่งสามารถจัด ระดับได้ดังนี้
    1. ความต้องการแสงแดด หมายถึง ระยะเวลาที่บัวได้รับแสงแดดแล้วให้ดอกดกที่สุด มี 3 รัดับ คือ
      # แสงแดดเต็มที่ : ในแต่ละวันต้องการแสงแดดติดต่อกันตั้งแต่ 5 ชั่วโมงขึ้นไป
      # แสงแดดปานกลาง : ในแต่ละวันต้องการแสงแดดในตอนเช้าหรือบ่าย ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 5 ชั่วโมง
      # แสงแดดกึ่งร่มกึ่งแดด : ต้องการแสงแดดบ้างหรือร่มบ้างสลับกับตลอดวัน
    2. พื้นที่ผิวน้ำ หมายถึง ความกว้างของพื้นที่ผิวน้ำ สำหรับการแผ่กระจายของใบและดอก มี 3 ระดับเช่นกัน คือ
      # พื้นที่ผิวน้ำแคบ : 0.1 -1.5 ตร.ม. หรือ กว้าง 30 ซม. ขึ้นไป
      # พื้นที่ผิวน้ำกว้าง : 0.5 - 1 ตร.ม. หรือ กว้าง 50 ซม. ขึ้นไป
      # พื้นที่ผิวน้ำกว้างมาก : ตั้งแต่ 1 ตร.ม. ขึ้นไป
    3. คงามลึกของน้ำ หมายถึง ความลึกของผิวดินหน้าของดินปลูกถึงผิวหน้าของน้ำ ในระดับที่เหมาะกับการ เจริญเติบโตของบัว มี 3 ระดับ คือ
      # น้ำตื้น : ความลึกของน้ำ 15-30 ซม.
      # น้ำลึก : ความลึกของน้ำ 30-60 ซม.
      # น้ำลึกมาก : ความลึกของน้ำ 60-120 ซม.

    นอกจากนี้ แต่ละฤดูปริมาณการผลิดอกของบัวก็แตกต่างกัน ในฤดูฝนจะให้ดอกดกที่สุด ส่วนในฤดู หนาวดอกจะออกน้อยลง บัวฝรั่งบางพันธุ์จะมีการพักตัว ผลัดใบทิ้งและไม่ผลิดอกจนถึงฤดูฝนจึงแตกใบและผลิ ดอกอีกครั้งหนึ่ง

    ส่วนการปลูกบัวในภาชนะเพื่อใช้ประดับบริเวณบ้าน ภาชนะปลูกไม่ควรเป็นโลหะ นิยมใช้อ่างหรืออ่าง ดินเผา อ่างเคลือบ หรือถังปูน (ถังส้วม) เส้านผ่าศูนย์กลาง(กว้างหรือยาว) 45-60 ซม. ความลึกไม่ต่ำกว่า 30 ซม. มีพื้นที่ผิวน้ำตั้งแต่ 0.35 ตร.ม. บรรจุดินได้อย่างน้อย 0.027 ลูกบาศก์เมตร และต้องคำนึงถึงพันธุ์บัวที่ใช้ปลูกด้วย ว่า ต้องการน้ำลึกหรือน้ำตื้น

    วิธีปลูก นำดินใส่ในภาชนะ 2 ใน 3 ส่วน เติมน้ำแล้วเขย่าให้ดินนุ่ม อัดให้แน่น ถ้าปลูกในบ่อต้องหว่าน ร็อคฟอสเฟต (rock phosphate) 1 กำมือต่อผิวดิน 1 ตร.ม. คลุกให้ทั่ว นำหน่อ หัวหรือเหง้ามาปลูก แล้วกลบด้วย ดินเหนียว อีก 1 ใน 3 ส่วน ให้ยอดโผล่เหนือดิน อัดดินให้แน่นแล้วเติมน้ำให้ท่วมดินเล็กน้อย ควรรักษาระดับ น้ำให้สูงพอดีกับใบที่แผ่อยู่เสมอ

    การดูแลรักษาอื่นๆ

    1. หมั่นเด็ดใบแก่ ใบเสีย ดอกโรย และซากใบไม้ผุในน้ำทิ้ง เพื่อป้องกันน้ำเสีย
    2. การใส่ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น 10-10-10, 15-15-15 หรือ 16-16-16 โดยใส่ในห่อกระดาษหนังสือพิมพ์ หรือใช้ดินเหนียวหุ้มเม็ดปุ๋ย แล้วฝังลงใต้ดิน ครั้งละ 1 ช้อนชา ทุก 1-2 เดือน
    3. หมั่นเติมน้ำให้เต็มภาชนะอยู่เสมอ
    4. เมื่อเหง้าเจริญสูงขึ้นจนพ้นดิน ควรตัดแบ่งเหง้าทิ้งบ้าง เพื่อป้องกันรากลอย ซึ่งมีผลทำให้ต้นเล็กลงและ โตช้า

    การขยายพันธุ์

    1. เพาะเมล็ด ใช้ขยายพันธุ์บัวกระด้งหรือเมื่อต้องการผลิดลูกผสมใหม่ของบัวผัน บัวเผื่อน และบัวสาย ซึ่ง ใช้เวลานาน 2-3 เดือน บัวจึงจะออกดอก
    2. การแยกส่วนของต้น ได้แก่ การแยกหน่อ หัวหรือเหง้า จากต้นเดิมมาปลูกใหม่ ตาขั้นตอนข้างต้น วิธีนี้ สะดวกรวดเร็วกว่าวิธีแรกและต้นใหม่ไม่กลายพันธุ์

    บอกจากนี้บัวบางพันธุ์ยังสามารถเกิดต้นอ่อนบนใบซึ่งใช้ขยายพันธุ์ได้ โดยตัดก้านในที่มีต้นอ่อนยาว 6 ซม. เสียบลงบนดิน ใช้อิฐทับให้ข้อใบแนบผิวดิน เติมน้ำให้ท่วมยอด 6-10 ซม. ประมาณ 2 สัปดาห์ ต้นอ่อนจะ เจริญเติบโตเป็นต้นใหม่ได้

    ข้อควรระวัง
    1. ไม่ควรปลูกบัวในกระถางใหญ่เกินไป
    2. ระหว่างรอย้ายูก ไม่ควรให้ส่วนต่างๆ ของต้นแห้ง เพราะจะทำให้ต้นตายได้
    3. เมื่อปลูกเหง้าบัวหลวงหรือบัวฝรั่งควรวางเหง้าให้ชิดภาชนะปลูกด้านในด้านหนึ่ง เพราะเมื่อเหง้าโต เต็มที่จะเจริญเลื้อยไปถึงขอบภาชนะอีกด้านหนึ่ง และทำให้รากลอย

    โรคและแมลงศัตรู

    โรค ที่สำคัญได้แก่ โรคใบจุด มักเกิดบนใบแก่ ควรเด็ดใบแก่และใบที่เป็นโรคทิ้งเสมอ โรครากเน่า เกิด จากการผสมดินไม่ทั่ว ทำให้หัวหน่อ หรือเหง้าเน่าเละ ควรรีบเปลี่ยนดินปลูกใหม่เมื่อพบว่าต้นแคระแกรนไม่โต

    แมลงศัตรู ที่สำคัญคือ เพลี้ยไฟ ระบาดในฤดูแล้ง ในบัวหลวงจะทำให้ใบโค้งงอขึ้น เรียกว่า ใบกระโถน ถ้าเกิดบนดอกจะทำให้ดอกเหี่ยวแห้งไม่บาน เพลี้ยอ่อน จะอยู่เป็นกระจุกตามเส้นใบ โคนก้านใบ ก้านดอก และ ใบอ่อน หนอนพับใบ ระบาดตลอดปี หนอนกินใบ และหนอนม้วนใบ กัดกินใบให้แหว่ง มักจัพบอยู่เสมอ

    Back

    ที่มาข้อมูล : หนังสือสารานุกรม "ไม้ประดับในประเทศไทย เล่ม1" โดยคณะบรรณาธิการสำนักพิมพ์บ้านและสวน