โป๊ยเซียน

โป๊ยเซียนอยู่ในวงศ์ Euphorbiaceae หรือวงศ์สลัดได (Spurge family) เป็นพืชในสกุล Euphorbia พืชอื่น ๆ ในสกุลนี้ที่รู้จักกันทั่วไปเช่น ครีสต์มาส มะยม ละหุ่ง ส้มเช้า ไม้อวบน้ำและไม้ทะเลทรายอื่น ๆ อีกหลายชนิด คำว่า "Euphorbiaceae" ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ Euphorbus แพทย์ประจำพระราชสำนักของพระเจ้าจูบา กษัตริย์แห่งมอริเตเนีย ในแอฟริกาเหนือ โป๊ยเซียนแพร่ไปยังประเทศจีนก่อนประเทศไทย โดยพ่อค้าชาวจีนที่มาติดต่อการค้าในสมัยสุโขทัย ส่วนคำว่า "โป๊ยเซียน" เป็นภาษาจีนแต่จิ๋วหมายถึงเซียนทั้งแปดของจีน ความนิยมในการปลูกโป๊ยเซียนก็ด้วยความเชื่อที่ว่าเป็นไม้ที่นำโชคลาภและความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ผู้ปลูก และยังใช้เป็นไม้ประดับได้ด้วย

ปัจจุบันความเชื่อในเรื่องโชคลางได้ลดลงไปบ้างแล้ว แต่ยังมีผู้นิยมปลูกโป๊ยเซียนกันยิ่งมากขึ้นในลักษณะเป็นไม้ประดับและมีการผลิตลูกผสมใหม่ ๆ ขึ้น โป๊ยเซียนพันธุ์ใหม่ ๆ มักจะมีดอกขนาดใหญ่ ซ้อนกัน 2 - 3 ชั้นหรือมากกว่าและมีสีสันของดอกต่าง ๆ กันมากมาย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ถิ่นกำเนิดของโป๊ยเซียนอยู่ในเขตร้อน แถบเกาะมาดากัสการ์ ในป่าของแอฟริกาเหนือ และบางประเทศในเขตอบอุ่น โป๊ยเซียนเป็นไม้กิ่งอวบน้ำ ทุกส่วนของต้นจะมีน้ำยางสีขาวซึ่งเป็นอันตรายต่อผิวหนัง ลำต้นกลมหรือเป็นเหลี่ยมตั้งตรงหรือเอนเลื้อย สีเทา น้ำตาลเทาหรือสีน้ำตาลเข้ม มีหนามแหลมขนาดต่าง ๆ กัน จัดเรียงอย่างไม่เป็นระเบียบ หรืออาจเรียงเป็นแถว ชนิดของหนามแบ่งเป็น 3 ลักาณะคือ หนามเดี่ยว หนามคู่ และหนามกลุ่ม (ตั้งแต่ 3 อันขึ้นไป) ใบเป็นใบเดี่ยว มักเป็นรูปขอบขนานหรือรูปรี ปลายมน แหลม เรียวแหลมหรือเว้า โคนใบสอบ แหลม หรือมนขอบใบเรียบ ใต้ใบมีสีเขียวหรือมีสีแดงเรื่อ

ดอกออกเป็นช่อ มีตั้งแต่ 4 - 56 ดอกต่อช่อ เป็นดอกสมบูรณ์เพศ ไม่มีกลีบดอกแต่มีกลีบคล้ายกลีบดอก 2 กลีบ มีหลายสี ปลายกลีบเว้าหรือมน มักมีรอยพับเป็นร่องหรือเป็นเส้นตรงกึ่กลางกลีบ ทำให้เกิดติ่งแหลมเล็ก ๆ ขึ้น โคนกลีบมี 3 ลักษณะ คือ โคนกลีบประจบกัน (ไม่ซ้อนกัน) ซ้อนทับกัน หรือไขว้ทับกัน เกสรเพศผู้ 5 - 10 อัน และเกสรเพศเมียอยู่กลางดอกกระเปาะรังใข่ 3 พูอยู่รอบเกสรเพศผู้ และจะมีต่อม 5 อัน เรียงเป็นวงรอบเกสร มักจะมีสีสันสดใด แตกต่างกันไปในแต่ละพันธุ์ ผลกลมค่อนข้างรี สีน้ำตาลเข้ม ขนาด 4 -5 มม. ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก เมื่อผลแก่จะแห้งและแตกออก

ลักษณะดอก

การปลูกเลี้ยงและการดูแลรักษา

ธรรมชาติของพืชตระกูลนี้ บางชนิดสามรถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสภาพอากาศร้อนและแห้งแร้งมีอุณหภูมิสูงและแสงแดดจัด แต่สำหรับโป๊ยเซียนควรปลูกในที่ที่มีแสงแดดประมาร 70 เปอร์เซ็นต์ หรือบริเวณที่รับแสงในช่วงเช้าถึงช่วงบ่าย ประมาร 6 - 8 ชั่วโมงต่อวัน มีอากาศถ่ายเทดี ดินที่ใช้ปลูกควรเป็นดินที่มีซากใบไม้ผุปนอยู่ มีความโปร่งร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี และไม่เป็นกรดหรือด่างเกินไป นิยมใช้ดินใบทองหลางผุ ดินใบก้ามปูหรือดินขุยไผ่ โดยนำมาผสมกับกาบมะพร้าวสับหรือเปลือกถั่ว อัตราส่วน 3 - 1 แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน การให้น้ำในฤดูหนาวหรือฤดูร้อนควรให้น้ำทุกวัน วันละครั้ง ตอนเช้าหรือเย็น ส่วนในฤดูฝนควรให้น้ำเมื่อเห็นว่า ดินเริ่มแห้ง หากดินแฉะเกินไปอาจทำให้ต้นเน่าตายได้ โป๊ยเซียนมักจะให้ดอกดกและคุณภาพดีที่สุดในช่วงฤดูหนาวและฤดูร้อน

การให้ปุ๋ยนิยมให้ปุ๋ยเคมีสูตร 16 : 16 : 16 ตามอัตราที่ระบุไว้ ละบายน้ำรดที่โคนต้น 1 - 2 ครั้งต่อเดือน อาจใช้ปุ๋ยเกร็ด สูตร 20 : 20 : 20 , 21: 21 : 21 หรือปุ๋ยที่ปลดปล่อยธาตุอาหารทีละน้อย (slow release) เมื่อปลูกเป็นเวลานานควรพรวนดินหรือใส่ปุ๋ยคอกเพิ่ม หรืออาจเปลี่ยนดินในกระถางใหม่เมื่อเห็นว่าดินในกระถางทรุดโทรม

เมื่อต้นมีพุ่มแน่นควรทำการตัดแต่งกิ่งออกบ้าง เพื่อให้ทรงพุ่มโปร่ง อากาศถ่ายเทได้สะดวกไม่เป็นที่สะสมของโรคและแมลง แต่ไม่ควรทำในฤดูฝน เมื่อตัดแต่งกิ่งแล้วควรใช้ปูนแดงหรือผสมปูนแดงกับสารป้องกันกำจัดเชื้อราทาที่รอยแผลเพื่อป้องกันการเข้าทำลายของเชื้อรา

การขยายพันธุ์

การเพาะเมล็ด มักใช้สำหรับการผลิตลูกผสม โดยนำเมล็ดจากผลแก่สีน้ำตาลเข้มเพาะลงในดินปลูก ต้นกล้าจะงอกภายใน 3 - 7 วัน เมื่อเริ่มผลิใบ 4 - 6 ใบ จึงย้ายลงปลูกในกระถางต้นจะเริ่มให้ดอกหลังจากปลูก 3 - 4 เดือน

การปักชำ นิยมใช้วิธีนี้กันมากเพราะสามารถทำได้ง่ายได้ผลเร็ว โดยเฉพาะการเพิ่มจำนวนต้นตอ โดยใช้มีดที่คมและสะอาดตัดกิ่งพันธุ์ที่อายุ 2 เดือนขึ้นไป ยาวประมาณ 10 - 12 ซม. ลิดใบให้เหลือ 4 - 5 ใบ ล้างยางออกด้วยน้ำสะอาด ผึ่งในที่รม 1 - 2 ชั่วโมง ให้พอหมาดจุ่มสารเร่งรากแล้วรอให้แห้ง จึงนำมาปักชำในดินปลูกให้ลึก 2 - 3 ซม. แล้วรดน้ำให้ชุ่ม นำไปวางในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก หลังจากปักชำ 2 - 3 สัปดาห์ กิ่งชำจึงจะเริ่มแตกใบใหม่ การปักชำอีกวิธีหนึ่งคือการปักชำในน้ำ ส่งได้ผลเร็วเช่นเดียวกัน

การเสียบยอด มักใช้ในการขยายพันธุ์ต้นที่มีราคาแพงหรือต้องการต้นพันธุ์ที่มีน้อยและให้ได้ผลเร็ว โดยเตรียมต้นตอและกิ่งพันธุ์ให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม นิยมใช้พันธุ์แดงอุดมเป็นต้นตอเนื่องจากเป็นพันธุ์ที่แข็งแรงและทนทาน วิธีการทำเช่นเดียวกับการเสียบยอดพืชทั่วไป

การตอนกิ่ง มักจะใช้ขยายพันธุ์โป๊ยเซียนที่มีลำต้นสูงและไม่แตกกิ่ง โดยบากลำต้นให้เป็นรูปปากฉลาม ลึกครึ่งหนึ่งของเส้นผ่าศูนย์กลางต้นยาว 1 - 1.5 ซม. แล้วเฉือนตัดรอยบากโดยตั้งฉากกับลำต้น คารให้รอยตั้งฉากอยู่ด้านบนของรอยปากฉลาม เพื่อไม่ให้น้ำขังบริเวณแผล ลิดหนามออกเพื่อให้สะดวกในการทำงาน ทิ้งแผลให้แห้งประมาณ 1 สัปดาห์ จากนั้นหุ้มแผลเหมือนกับวิธีการตอนกิ่งพืชทั่ว ๆ ไป และไม่ควรตอนกิ่งในฤดูฝน

การเสียบยอดและการตอนกิ่ง

โรคและแมลงศัตรู

อาการที่พบมาก คือ เชื้อราเข้าทำลายดอก ทำให้เกสรเน่าและหลุดร่วงเร็วมักระบาดในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ส่วน โรคใบจุดมักจะระบาดในฤดูฝน ต้นจะโทรมและดอกจะเล็กลง

ส่วนแมลงศัตรูที่สำคัญได้แก่ หนอนเจาะสมอฝ้าย (American-ball worm) กัดกิน ใบ ดอก และยอดอ่อน ไรแดง และเพลี้ยแป้ง ดูดน้ำเลี้ยงจากยอดอ่อนและไต้ใบ ทำให้ใบกร้านและหงิกงอ หรือชะงักการเจริญเติบโต เมื่อมีการระบาดมากอาจป้องกันกำจัดได้โดยการฉีดพ่นสารเคมีประเภทดูดซึม

Back

ที่มาข้อมูล : หนังสือสารานุกรม "ไม้ประดับในประเทศไทย เล่ม1" โดยคณะบรรณาธิการสำนักพิมพ์บ้านและสวน