เล็บครุฑ

เล็บครุฑเป็นไม้ประดับประเภทหนึ่งที่พบเห็นกันทั่วไปมีปลูกในประเทศไทยมานานแล้ว ทั้งความนิยมในการปลูกเป็นไม้กระถางสำหรับตกแต่งอาคารสถานที่ ใช้เป็นไม้ประดับจัดสวน และปลูกเป็นกลุ่มหรือปลูกเป็นแนวรั้วได้สวยงาม ปลูกเลี้ยงง่ายและดูแลรักษาง่าย นอกจากนี้เล็บครุฑบางชนิดยังนำมาใช้ประกอบอาหารหรือเป็นยาสมุนไพรได้อีกด้วย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

เล็บครุฑอยู่ในวงศ์ Araliaceae พืชชนิดนี้มี 57 สกุล 800 ชนิด ที่นิยมปลูกประดับส่วนมากอยู่ในสกุล Polyscias, Schefflera (หนวดปลาหมึก) และ Osmoxylon มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนและอบอุ่น แถบเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ อเมริกา และยุโรปบางประเทศ ลักษณะทั่วไปเป็นพืชยืนต้น สูงตั้งแต่ 30 ซม. ถึง 25 เมตรลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้านได้ ลำต้นเป็นข้อ เมื่อยังอ่อนมีสีเขียว บางชนิดมีจุดด่างสีขาวหรือสีเหลืองนวลบ้าง เมื่อต้นแก่ จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและแข็ง ผิวต้นขรุขระ ใบแตกตามข้อของลำต้นมีทั้งเรียงเวียนสลับ ออกตรงข้าม หรือเรียงเป็นวงรอบข้อมีทั้งใบเดี่ยว ใบประกอบแบบนิ้วมือหรือแบบขนนก ใบอาจเป็นรูปแถบ รูปขอบขนาน รูปรี หรือรูปไข่ เป็นต้น มีขนาด สีสัน และลายด่างแตกต่างกันไป ขอบใบอาจเรียบหยักเป็นคลื่น หรือหยักเป็นซี่ฟัน และมักมีหนามเล็ก ๆ สีครีมหรือสีน้ำตาล ดูคล้ายเล็บของพระยาครุฑจึงเรียกกันว่า "เล็บครุฑ" ก้านใบมักเป็นร่องตลอดแนวก้าน ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอด มีทั้งช่อแบบเชิงลด แบบซี่ร่ม แบบกระจะหรือแบบแขนงจัดเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ผลมีเนื้อนุ่ม เมล็ดแข็ง น่าสังเกตว่าเล็บครุฑที่ปลูกในประเทศไทยไม่ค่อยพบติดเมล็ด

การปลูกเลี้ยงและการขยายพันธุ์

เล็บครุฑเป็นพืชที่ดำรงชีวิตอยูได้ทุกสภาพของไทย แต่สามารถเจริญเติบโตได้ดีเมื่อปลูกในดินร่วนที่ระบายน้ำได้ดีและอากาศดี ไม่แฉะเละมีอินทรีย์วัตถุและธาตุอาหารเพียงพอ แสงแดดรำไร มีการถ่ายเทอากาศดี

นอกจากนี้ฤดูกาลและสภาพการปลูกเลี้ยงยังมีผลต่อความสวยงามของเล็บครุฑด้วย คือในฤดูร้อนและฤดูหนาว ต้นและใบของเล็บครุฑมักจะไม่สวยงามเหมือนในช่วงฤดูฝน เนื่องจากมีแสงแดดจัดและความชื้นในอากาศน้อยทำให้ใบหยาบกร้านและอาจเกิดรอยไหม้

เมื่อปลูกเล็บครุฑเป็นเวลานานจนมีทรงพุ่มใหญ่และแน่น ควรตัดแต่งกิ่งออกบ้าง พร้อมกับพรวนดินและใส่ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักก็ได้กิ่งที่ตัดออกมาสามารถใช้ขยายพันธุ์ต่อไปได้ โดยตัดกิ่งให้ยาว 12 - 15 ซม. ลิดใบออกให้เหลือ 1 - 3 ใบนำมาปักชำในทรายผสมขี้เถ้าแกลบอย่างละส่วน หรือปักชำในดินปลูกก็ได้ จากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม นำไปไว้ในที่มีแสงรำไร รักษาความชื้นในดินและในอากาศให้สม่ำเสมอ กิ่งชำจะตั้งตัวได้และผลิใบใหม่ใน 2 - 3 สัปดาห์ จึงนำไปปลูกต่อไป นอกจากวิธีนี้อาจใช้การตอนกิ่งหรือเสียบชยอดก็ได้

โรคและแมลงศัตรู

สำหรับโรคระบาดยังไม่พบมานัก ส่วนแมลงศัตรูที่สำคัญได้แก่ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอย ดูดน้ำเลี้ยงที่ยอดอ่อน กิ่ง และลำต้นนอกจากนี้ยังมี หนอนผีเสื้อ ชนิดต่าง ๆ ที่กัดกินใบทำให้ใบแหว่งเป็นรู

Back

ที่มาข้อมูล : หนังสือสารานุกรม "ไม้ประดับในประเทศไทย เล่ม1" โดยคณะบรรณาธิการสำนักพิมพ์บ้านและสวน